ตลาดหุ้นสหรัฐฯและหุ้นกลุ่มเทคฯ ไปต่อหรือพอแค่นี้?

เรามองว่าจุดเริ่มต้นของการปรับฐานลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

  • การค้าของสหรัฐฯขาดดุลหนักสุดในรอบ 12 ปี
  • ระดับราคา Valuation ที่ค่อนข้างสูงของหุ้นกลุ่มเทคฯ โดย P/E ของกลุ่มเทคโนโลยี
  • ความกังวลของผู้ลงทุนจากการขาย Option เพื่อทำกำไรกลุ่มเทคโนโลยีของ SoftBank

การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในปี 2020 เติบโตจากพื้นฐาน แตกต่างจากวิกฤตดอท คอม ปี 2000 ที่ราคาเพิ่มขึ้นจากการเก็งกำไร นอกจากนี้กลุ่มเทคโนโลยียังมีผลประกอบการที่ดีในไตรมาสล่าสุด และสภาพคล่องในระบบสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง

เรามองว่าการปรับตัวลงในรอบนี้เกิดจาก Sentiment มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน และ Downside เริ่มจำกัด ผู้ลงทุนควรทยอยสะสมในช่วงที่ย่อตัว

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะของกลุ่มเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 3-8 ก.ย. นั้นเป็น Talk of the Town ที่สร้างความกังวลแก่ผู้ลงทุนไม่น้อย เนื่องจากว่าเป็นการปรับตัวลงที่ค่อนข้างแรง S&P500 ลดลง 6.95% Nasdaq ลดลง 11.44% และ Dow Jones ลดลง 5.50% ซึ่งในการปรับตัวลงในครั้งนี้ของตลาดหุ้นสหรัฐฯและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการปรับฐานลงในครั้งนี้จะเป็นสัญญาณของจุดเริ่มต้นฟองสบู่ในตลาดหุ้นเหมือนที่เคยเกิดเมื่อตอนปี 2000 ที่เกิดวิกฤต ดอทคอม

ustech_article_graph_01

สาเหตุของการปรับฐานลงในรอบนี้

การปรับตัวลงครั้งนี้ เรามองว่าเกิดจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1. ตัวเลขดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมานั้น ขาดดุลการค้ามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และถือเป็นตัวเลขขาดดุลสูงสุดในช่วง 12 ปี ปัจจัยนี้อาจทำให้ตลาดฯมองข้ามไปถึงโอกาสที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างประเทศคู่ค้าต่าง ๆที่เกินดุลกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับจีนในช่วงระยะข้างหน้านี้ก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ เนื่องจากว่าการลดการขาดดุลทางการค้าถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ทรัมป์พยายามทำมาโดยตลอด ส่งผลให้มีการคาดหมายว่า ทรัมป์น่าจะกดดันจีนและประเทศคู่ค้ามากขึ้นเพื่อลดการขาดดุลการค้าและใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง

ustech_article_graph_02

2. จากระดับราคา (Valuation) ที่ค่อนข้างตึงตัว ถ้าเราพิจารณา Forward P/E ของ Nasdaq Composite Index ณ วันที่ 2 ก.ย. (วันก่อนการปรับตัวลดลงแรง) ซึ่งอยู่ ณ ระดับกว่า 40 เท่า หรือที่ +4SD เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย10 ปี ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร จึงเป็นเหตุทำให้ตลาดอ่อนไหวต่อพฤติกรรมเทขายทำกำไร หากเกิดปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยความผิดหวังต่าง ๆ ขึ้น

ustech_article_graph_03

3. ความกังวลจากการขาย call option ของ SoftBank ด้วยประเด็นที่ทาง WSJ มีการรายงานว่าทาง SoftBank มีการซื้อ call option ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ และมีการขาย call option ออกไปในราคาที่สูงกว่า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา SoftBank ได้มีการเข้าซื้อ call option ของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯวงเงินประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้ลงทุนมองว่าการเข้าซื้อสัญญาอนุพันธ์ดังกล่าวมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้น และจากการขายสัญญาอนุพันธ์เพื่อทำกำไรออกมาทำให้ผู้ลงทุนเริ่มมีการคาดการณ์ว่า หากมีการปิดสัญญาในอนุพันธ์ดังกล่าวอาจทำให้ผู้ลงทุนเริ่มมีความกังวลในประเด็นนี้

ความแตกต่างของราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ระหว่างวิกฤต Dot Com ปี 2000 และ วิกฤต COVID-19 ปี 2020

1. การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้หลายท่านย้อนกลับไปเทียบกับเหตุการณ์วิกฤตฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Dot Com Bubble) เมื่อช่วงปี 2000 จากการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบ เราพบว่า โอกาสเกิดภาวะฟองสบู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนดลยีแบบเมื่อปี 2000 นั้นถือว่ายังต่ำอยู่ เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ของกลุ่มเทคโนโลยี หรือ S&P500 Information Technology ณ ตอนนั้นก่อนตลาดฯตกอย่างรุนแรง Forward P/E อยู่ที่ระดับ 56 เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับปัจจุบันอยู่เกือบ 30 เท่า

ustech_article_graph_04

2. กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นมามากในครั้งนี้มีพื้นฐานที่ดี ความแตกต่างกับครั้งนั้นในเชิงปัจจัยพื้นฐานอยู่มาก ครั้งนี้กลุ่มที่ดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นก็คือกลุ่ม FAANG เช่น Facebook, Amazon, Alphabet, Google เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มหุ้นที่มีคุณภาพดี มีระดับของหนี้สินที่ต่ำ มีเงินสดอยู่มาก แถบยังมีการเติบโตของกำไรที่ดีมาโดยตลาด ซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับช่วงปี 2000 ที่มีหุ้นจำนวนมากที่ปรับตัวขึ้นสูงมาก มีระดับราคา (Valuation) ที่สูงมาก ขณะที่ยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินเงินให้กับธุรกิจได้เลย

3. การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ใช้เวลาแตกต่างกัน หากย้อนไปดูราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงปี 2000 จะพบว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเกือบ 90% ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน แต่ในช่วงปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากว่า 90% แต่ใช้ระยะเวลาถึงเกือบ 2 ปี แสดงถึงการความร้อนแรงที่ยังไม่เท่ากับปี 2000

ustech_article_graph_05

ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงน่าสนใจ?

ในช่วงการระบาดของ COVID-19 เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากทั้งเรื่องการทำงานกิจกรรมนันทนาการ และการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังมีบทบาทต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯเพราะมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คำถามถัดมา คือ อะไรที่ยังทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงความน่าสนใจ

1. ความสามารถในการทำกำไรยังทำได้ดี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย รวมถึงกำไรที่ประกาศออกมาในไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าคาดถึง 14.47%

2. Enterprise Value to Sales (EV to Sales) เมื่อวิเคราะห์ถึงมูลค่าของบริษัทเทียบกับยอดขายเพื่อศึกษาถึงแนวโน้มของยอดขายกับการเติบโตของมูลค่าบริษัท (EV : มูลค่าตลาดหักด้วยหนี้สินสุทธิ) ซึ่งหากเราวิเคราะห์ในช่วงวิกฤตดอทคอมจะพบว่า EV to Sales มีค่าสูงมากซึ่งสะท้อนว่ายอดขายยังมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัทที่เกิดจากราคาหุ้นคูณด้วยปริมาณหุ้น ซึ่งยอดขายที่ไม่มากแต่สามารถทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นซึ่งเป็นภาวะที่ไม่สมเหตุสมผลในช่วงนั้น แต่ปัจจุบัน EV to Sales ยังมีค่าไม่สูงซึ่งสะท้อนความสามารถในการเติบโตของบริษัทในอนาคต

ustech_article_graph_06

มุมมองต่อจากนี้

สำหรับมุมมองต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในระยะกลางถึงยาวข้างหน้า เรายังคงมองว่ากลุ่มนี้มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดีต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนหลักหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์ของ Digital Economy ที่ไม่เพียงจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา การดำเนินธุรกิจที่ต้องเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมมากขึ้น แต่ยังได้รับการเร่งให้เร็วขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ COVID-19 นอกจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯโดยรวมยังได้รับปัจจัยหนุนจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และมีแนวโน้มที่จะต่ำอีกไปอีกสักระยะ และสภาพคล่องในระบบที่สูงจากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ

ส่วนของคำแนะนำสำหรับผู้ลงทุน เรามองเห็นการย่อตัวของตลาดหุ้นครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะทยอยเข้าสะสมในกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีที่มีคุณภาพดี มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคตที่สูง มีหนี้สินต่ำและกระแสเงินสด โดยมีเหตุผลสนับสนุนในเรื่องการย่อตัวของราคาครั้งนี้เป็นผลของการเทขายกำไร หรือจาก Sentiment เป็นหลัก ไม่ใช่จากปัจจัยเชิงพื้นฐาน Downside ของการย่อตัวเริ่มจำกัดแล้ว หากพิจารณาจากความถูกแพงของตลาดด้วยอัตราผลตอบแทนของหุ้นเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล (Earnings Yield Gap) จะพบว่าปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ใกล้เคียงกับระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว อีกทั้ง หากพิจารณาจากระดับการย่อตัวของเทรนด์ขาขึ้นในอดีต ระดับการย่อที่ 5-10% ถือว่าเป็นระดับที่ราคามักจะกลับตัวขึ้น (Rebound) ดังนั้น การทยอยเข้าสะสมช่วงตลาดย่อตัวครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม

ustech_article_graph_07
ustech_article_graph_08

โปรดเลือกรายการในวิดเจ็ตแบนเนอร์เพื่อแสดงบทความ

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.